| 19 พฤศจิกายน 2011
โดย สาขาเทคโนโลยีวิศวกรรมแม่พิมพ์และเครื่องมือ มจพ. ร่วมกับ สมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย
จากผลกระทบของอุทกภัยที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในปี 2554 นั้นทำให้เกิดผลกระทบอย่างมากมายกับทุกภาคส่วนของประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เนื่องจากมีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ต้องจมอยู่ใต้กระแสน้ำหลายนิคมด้วยกัน ซึ่งเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆรวมถึงแม่พิมพ์ก็ต้องจมอยู่ในน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการซ่อมบำรุงแม่พิมพ์ฉีดพลาสติหลังจากต้องอยู่ในน้ำเป็นเวลานานๆนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วที่สุดเพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดกับแม่พิมพ์ให้ได้มากที่สุด
โดยขั้นตอนเบื้องต้นนั้นมีดังนี้
1. หลังจากที่แม่พิมพ์พลาสติกจมอยู่ในน้ำเป็นเวลานานๆนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำหลังจากน้ำ
ลดแล้วคือ
- ต้องนำแม่พิมพ์ขึ้นไปยังที่แห้งและพ้นน้ำทันที หลังจากนั้น
- ทำความสะอาดแม่พิมพ์ด้วยน้ำสะอาด เนื่องจากน้ำที่ไหลบ่ามาท่วมนั้นเป็นน้ำที่มีสิ่งสกปรกปนอยู่มากมาย ซึ่งจะทำให้แม่พิมพ์เหล่านั้นเกิดสนิมแบบรุนแรงได้อย่างรวดเร็ว

รูปที่ 1 แม่พิมพ์ที่เกิดสนิม
2. เมื่อทำความสะอาดแม่พิมพ์ด้วยน้ำสะอาดแล้วให้ทำการไล่น้ำที่อยู่ด้านนอกของ
แม่พิมพ์ด้วยลมสะอาด (ในกรณีที่มีอุปกรณ์ช่วยเช่น ปั้มลม) หรือทำความสะอาดภายนอก
ด้วยผ้าแห้ง
3. ทำการถอดชิ้นส่วนประกอบภายนอกของแม่พิมพ์ที่ตรวจสอบแล้วว่ายังน่าจะสามารถใช้งานได้ต่ออาทิเช่น ข้อต่อระบบน้ำหล่อเย็นของแม่พิมพ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชิ้นส่วนที่ทำจากวัสดุประเภททองเหลือง ควรเก็บไว้เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด
4. หลังจากนั้นให้ทำการแยกแม่พิมพ์ทั้งในส่วนของแม่พิมพ์ฝั่งตัวผู้ และตัวเมีย (Core and cavity side) ออกจากกัน โดยในขั้นตอนนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวังเนื่องจากแม่พิมพ์ที่แช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานานๆนั้น ระบบนำเลื่อนต่างๆ อาจเกิดสนิมขึ้นได้ ซึ่งจะทำให้การถอดแม่พิมพ์เป็นไปด้วยความยากลำบาก

รูปที่ 2 บริเวณคราบสนิมที่เกิดขึ้นบนแม่พิมพ์
5. เมื่อทำการแยกแม่พิมพ์ออกเป็นสองส่วนแล้วนั้นให้ทำการตรวจสอบความเสียหายของผิวแม่พิมพ์ทั้งสองด้าน โดยปกติที่บริเวณผิวหน้าของส่วนตัวผู้และตัวเมีย จะเป็นผิวเรียบและขัดมันเพื่อให้การไหลของพลาสติกเหลวเข้าสู่แม่พิมพ์เป็นไปอย่างสะดวกและง่ายต่อการปลดชิ้นงาน ดังนั้นหากเกิดสนิมขึ้นที่ผิวของแม่พิมพ์ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการขัดผิวหน้าให้สะอาดด้วยกระดาษทราย, หินน้ำมันหรือเครื่องมืออื่นๆ โดยในบางครั้งก็สามารถที่จะใช้น้ำยากำจัดสนิมที่มีฤทธิ์อ่อนหรือครีมในการปรับผิวสำหรับขจัดสนิมในเบื้องต้นได้แต่สิ่งที่จะตามมาก็คือขนาดและความเรียบผิวที่ต้องสูญเสียไป ซึ่งหากต้องการที่จะปรับปรุงผิวของชิ้นส่วนเหล่านั้น ต่อหลังจากทำการขัดผิวแล้วอาจจะต้องนำไปทำการชุบพอกผิวโลหะ (Metal deposition) หรือเชื่อมผิวใหม่เพื่อให้ได้ขนาดที่เท่ากันหรือใกล้เคียงกับแม่พิมพ์เดิม ซึ่งกระบวนการชุบพอกผิวโลหะนั้นซึ่งสามารถใช้ในการพอกผิวได้หนาตั้งแต่ 2 - 40 mm แต่ก็จะทำได้ในขนาดพื้นที่ที่ค่อนข้างจำกัด

รูปที่ 3 การขัดผิวแม่พิมพ์โดยใช้กระดาษทราย (ซ้าย) หรือหินน้ำมัน (ขวา)
6. สำหรับชิ้นส่วนที่มีการเคลื่อนที่ของแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก อาทิเช่น ระบบปลดชิ้นงาน,ระบบนำเลื่อน และชุดสไลด์ต่าง ๆ
- ให้ทำการถอดชิ้นส่วนทุกอย่างออกมาให้หมด ทั้งในส่วนของเสานำเลื่อน, สลักดันปลด ฯลฯ หลังจากนั้น
- ให้ทำการเป่าลมสะอาดเข้าไปไล่ความชื้นภายในรูของแม่พิมพ์เหล่านั้น
- ใช้เหล็กเส้นที่มีขนาดเล็กแทงตามรู และใช้ลมเป่าไล่เศษสนิมออก หรือใช้สว่านขนาดใกล้เคียงกับรู เจาะล้างใหม่ ในตำแหน่งเดิมลึกเท่าเดิมแล้วใช้ลมเป่าให้สะอาด
- สำหรับชิ้นส่วนเสานำเลื่อน สลักดันปลด ลูกเบียวนิ้ว ฯลฯ ที่มีรูปทรงเป็นเพลากลมนั้น ในกรณีที่คราบสนิมน้อย ให้ใช้ครีมขัดบางๆให้คราบสนิมออก แต่ถ้ามีสนิมเกิดขึ้นมากให้ทำการใช้กระดาษทรายเบอร์หยาบขัดทำความสะอาดเพื่อกำจัดสนิม
ออกให้หมด
7. นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่ต้องทำการตรวจเช็คอีกจุดหนึ่งก็คือ ซีลยางที่กันน้ำรั่วในระบบหล่อเย็นและยางสำหรับกันกระแทกต่างๆของระบบแม่พิมพ์ เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านั้นเมื่อถูกแช่อยู่ในน้ำที่สกปรกนานๆก็อาจจะเกิดการเสื่อมสภาพ หรือฉีกขาดได้ ซึ่งต้องถอดนำมาทำการตรวจสอบทุกชิ้น แต่ในกรณีที่แม่พิมพ์ถูกแช่อยู่ในน้ำมากกว่า 1 สัปดาห์ขึ้นไป ก็อาจต้องทำการเปลี่ยนชิ้นส่วนในกลุ่มนี้ใหม่ทั้งหมดเนื่องจากการเสื่อมสภาพจากความสกปรกของน้ำที่ขังท่วมแม่พิมพ์
8. ในส่วนของเกลียวต่างๆของแม่พิมพ์ เมื่อถูกแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานานๆก็มักจะเกิดสนิมจนกระทั่งไม่สามารถถอดออกมาได้ ซึ่งอาจต้องใช้น้ำมันหล่อลื่นฉีดเข้าไปบริเวณรูเกลียวจากนั้นจึงทำการถอดสลักเกลียวออกมาเพื่อทำความสะอาด แต่หากภายในรูเหล่านั้นมีสนิมเกิดค่อนข้างมากก็อาจจำเป็นต้องใช้น้ำยากัดสนิมเหล็กฉีดพ่นเข้าก่อนทำการถอดแต่ต้องระวังไม่ให้น้ำยากัดสนิมดังกล่าวไปโดนส่วนประกอบอื่น เนื่องจากน้ำยาเหล่านั้นมีฤทธิ์เป็นกรดที่สูงมากอาจจะไปทำความเสียหายให้ผิวแม่พิมพ์ในส่วนอื่นๆได้
9. สปริง, สลักเกลียว, แหวนรองและส่วนประกอบที่มีการพ่นสีหรือรมดำไว้สำหรับป้องกันการเกิดสนิมอยู่แล้วนั้นต้องนำมาทำการตรวจสอบว่าเกิดสนิมขึ้นหรือไม่เนื่องจากในกรณีของการเกิดน้ำท่วมขังแม่พิมพ์เป็นระยะเวลานานๆนั้นอาจจะทำให้ชิ้นส่วนดังกล่าวเกิดการเสื่อมสภาพได้

รูปที่ 4 แหวนรองสลักเกลียวของแม่พิมพ์ที่เกิดสนิม
10. อุปกรณ์ของแม่พิมพ์ที่เป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อาทิเช่น Limit switch,Sensor รวมไปถึงอุปกรณ์ของแม่พิมพ์ที่เป็นส่วนประกอบของรูวิ่งร้อน (Hot runner) ต่างๆนั้น จะเป็นส่วนประกอบที่เสียหายได้ง่ายมากเมื่อต้องเจอกับความชื้นหรือน้ำเป็นเวลานาน ๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องจมอยู่ในน้ำที่ท่วมด้วยแล้วอุปกรณเหล่านั้นก็จะใช้งานไม่ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากชิ้นส่วนเหล่านั้นประกอบไปด้วยชิ้นส่วนที่ค่อนข้างซับซ้อน หากมีสนิมเกิดขึ้นหรือชิ้นส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดการเสียหายก็จะทำให้ใช้งานไม่ได้ทันที
โดยปกติแล้วตามโรงงานทั่วไปนั้นจะมีมาตรการบำรุงรักษา และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับแม่พิมพ์ฉีดพลาสติกที่เป็นระบบอยู่แล้ว แต่ในกรณีอุทกภัยที่เกิดกับประเทศไทยในขณะนี้นั้นถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด หากโรงงานสามารถที่จะป้องกันความเสียหายของแม่พิมพ์โดยนำไปจัดเก็บในสถานที่ๆปลอดภัยก่อนน้ำจะท่วมก็จะถือได้ว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดแต่หากไม่สามารถทำได้ทันก่อนเกิดน้ำท่วม การแก้ไขและดูแลแม่พิมพ์ภายหลังน้ำท่วมตามขั้นตอนและวิธีการในบทความนี้ก็อาจจะช่วยลดความเสียหาย หรือนำอุปกรณ์ที่ยังใช้ได้ในบางส่วนกลับมาใช้งานต่อได้เพื่อเป็นการลดภาระและค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการและสามารถกลับมาดำเนินกิจการต่อได้อย่างเร็วที่สุด
References :-
1) โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์, เทคนิคการซ่อมบำรุงรักษาแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก
2) ดำรง ไชยธีรานุวัฒศิริ, การออกแบบแม่พิมพ์พลาสติก, พิมพ์ครั้งที่ 1, สำนักพิมพ์ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2539
3) รศ.ชาลี ตระการกูล, การออกแบบแม่พิมพ์ฉีด 1, พิมพ์ครั้งที่7, สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี(ไทย-ญี่ปุ่น), 2542
4) รศ.ช
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|


